Denmark 2015

ทริปนี้เกิดขึ้นหลังจากกลับจากญี่ปุ่นได้ 10 วัน
เป็นทริปที่เราได้รับการอุปาการะคุณจากพ่อแม่ที่น่ารักที่สุดในจักวาลค่ะ 5555

ก่อนจะไปเดนมาร์ก เราก็ต้องทำวีซ่ากันก่อนนะ เดนมาร์กเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศเช้งเก้น
ซึ่งมีวีซ่าหลากหลายประเภทให้เลือกทำ ของเรานั้นมีญาติ(ของพ่อเลี้ยงเรา)อยู่ที่เดนมาร์กจึงเลือกทำประเภท Visitor ค่ะ
(ในประเภทอื่นเราขอไม่กล่าวถึงนะคะ)

เอกสารที่ต้องใช้ในการประกอบการยื่นขอวีซ่า ตามลิ้งค์เลยคร่า : http://thailand.um.dk/en/~/media/Thailand/Documents/Visum/checklist%20TH%20friends%20boyfriend%20girlfriend.pdf
(ปริ้นใบนี้ออกมาโปะหน้าตอนยื่นไว้ด้วยนะค่ะ)
Remark: อันนี้สำหรับผู้เชิญเราต้องการทำแบบ Onlineค่ะ https://www.nyidanmark.dk/en-us/

สามารถยื่นขอวีซ่าได้ก่อนเวลาเดินทางไม่เกิน 90 วัน
เมื่อเอกสารครบตามข้างต้นแล้ว ก็เดินทางไปยื่นที่ ศูนย์ VFS ชั้น 12 อาคารอัลมาลิงค์ หลังเซนทรัลชิดลมได้เลยค่ะ
(แค่เอกสารครบถ้วน ถูกต้องไม่จำเป็นต้องจ่ายให้ agent ดำเนินการเลยนะค่ะ)
ข้อมูลอื่นๆเกี่ยวกับการยื่นวีซ่าเช้งเก้น Denmark: http://vfsglobal-denmark.com/thailand/thai/denmark_tourist_documentsreq.html

หลังจากจ่ายตังค์ ยื่นเอกสารเรียบร้อย พนักงานจะให้เราเลือกว่า จะให้ส่งพาสปอร์ตไปที่บ้านหรือมารับเอง
(ใช้เวลาในการพิจารณา 15วัน) ของเราเลือกมารับเอง ตื่นเต้นดี 55555
ระหว่างรอทางสถานทูตก็โทรมาครั้งนึงค่ะ คำถามประมาณว่า…
“ไปคนเดียว? เรียนที่ไหน? คนที่เชิญเรากับเราเป็นอะไรกัน?”

15 วันต่อมา จะมี SMS ส่งมาว่า “กระบวนการยื่นวีซ่าของเราเสร็จแล้วให้มารับเล่มได้….”
รับได้ตั้งแต่ 13.00-16.00 นะคะ



นี่เป็นการเดินทางที่ไกลที่สุดในชีวิต ไปคนเดียวและมีเงินสดติดตัว 200 DKK =___= รู้สึกโลดโผนแบบบอกไม่ถูก5555


11 ชั่วโมงบนเครื่องบินลำนี้ กับหนุ่มเดนนิช(หน้าตาดีมาก) 5555 ก็สนุกดีค่ะ
แอร์บนเครื่องเป็นคนไทยทั้งหมด(ดูแลดีมาก…บริการประทับใจ>\\\<)
และหน้าต่างบนเครื่องไม่มีบานปิดเปิดแบบปกติ แต่มีปุ่มกดปรับแสงไฮเทคมาก
อย่าว่าแต่คนไทยอย่างเรา หนุ่มเดนนิชข้างๆยังโอ้โหตาม 55555+
เรามาถึงเดนมาร์กเวลา 4 โมงเย็นของที่นี่ immigration ผ่านง่ายดายกว่าทุกประเทศที่เคยไป
ไม่ถามอะไรสักคำ (ผิดคาดมากคร่า) แต่กระเป๋ารอนานเกือบชั่วโมง ~__~

สนามบินมีภาษาญี่ปุ่นด้วยอ่า

เราออกมาก็เจอญาติรอรับและพาเราไปบ้าน(แรก)ซึ่งอยู่ใกล้ๆมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเก้น คณะแพทย์ศาสตร์

โอยยย มหาลัยในฝัน ~__~

ที่นี่คนส่วนใหญ่จะทำกับข้าวกินเองที่บ้าน ไม่เหมือนเรากินนอกบ้านตลอด
(เราจานละ 30 บาทก็หาได้ แต่ที่นี่…)

Italian Bruschetta

 

อาหารไทยเราทำเอง >|||<

 

เห็นอ้วนๆแบบนี้มันฟินมาก

การเดินทางที่นี่เราต้องมีเจ้าบัตรนี้ค่ะ Rejsekort
คล้ายๆบัตร Rabbit บ้านเรา แต่จำได้ว่าทำฟรี

และถ้าใครมาที่นี่ช่วงซัมเมอร์ (กรกฎาคม-สิงหาคม) พระอาทิตย์ตก 4-5 ทุ่มนะค่ะ Jet Lag สนุกสนานกันไปเลย วันแรกที่มาอากาศ 32°C ตั้งแต่วันที่สองก็14-25°C (หน้าร้อนที่นี่ปีนี้อากาศแปลกประหลาดในรอบ 20 ปีค่ะ…ต้องมาเป็นตอนนี้ด้วย)

>>>>>จะเริ่มทำการสำรวจ ณ บัดนี้<<<<<

ระยะเวลา 1 สัปดาห์ที่พักอยู่ในย่านนี้ สะดวกสบายมากค่ะ
ชอบมากๆเพราะไปเที่ยวสถานที่สำคัญของโคเปนเฮเก้นได้ง่าย
ที่แรกที่ไปในโคเปนเฮเก้นคือ strøget (สต้อย) เป็น Shopping street
อารมณ์สยามบ้านเรา จากบ้านที่เราพักเดินมาที่นี่ได้ โดยผ่านสระน้ำใหญ่(เหมือนคูเมืองเชียงใหม่)
และเข้าทางสถานีรถไฟ Nørroport ฉะนั้นใครจะมาที่นี่
สามารถนั่งรถไฟมาลง Nørroport หรือ Kongens Nytorv ก็ได้นะค่ะ เพราะถนนยาวมาก

แบรนด์เนมทั้งนั้น…เห็นแต่ MC ในรูป5555
ฟีลแบบยุโรปมาก5555 อยู่ยุโรปป่ะ

มีคนบอกว่ามาเดนมาร์กต้องกิน Hot dog นะ ร้านนี้แนะนำเลยค่ะ
ใกล้ๆRound tower อร่อยมาก(น้ำตาไหล) ชิ้นละ 39DKK เป็นอาหารประเภทที่ถูกที่สุดของเดนมาร์กแล้วค่ะ

With potato mash

และก็แนะนำไอศครีมร้าน Frellesen (พิกัด:ตรงข้ามH&M Man)
นอกจากไอศครีมที่นี่ยังขาย flødeboller (วิปครีมเคลือบช็อคโกแลต ขนมของที่นี่) และ ช็อคโกแลตค่ะ

ซอฟท์ครีมนุ่มลิ้นมากค่า>||||<
อันนี้ Raspberry flødeboller

ถ้าหิวน้ำ หิวขนม หรืออะไรก็วิ่งเข้า Netto นะค่ะ ซึ่งเป็นร้านสะดวกซื้ออารมณ์7-11 แต่ของถูกกว่า 7-11
ในย่าน ก็มีหลายที่อยู่ ร้านจะมีโลโก้สีเหลืองๆ ที่นี่ซื้อของอะไรพกถุงผ้ามานะค่ะ ถุงไม่ฟรี จำได้ว่าแพงด้วย

น้ำอัดลม Sodavand 2DKK ถูกที่สุดในร้าน55555

น้ำเปล่าที่นี่ส่วนใหญ่ขวดละ 15-20DKK ฉะนั้นเอาขวดเปล่ารองน้ำปะปากินเถอะค่ะ 5555 ที่นี่น้ำปะปากินได้

นอกจากนี้ยังได้ลองกิน Burger King ที่strøget ด้วย 5555
การบริการของพนักงานร้านFast foodที่นี่ ช่างต่างกับญี่ปุ่นจนเราตกใจ
ที่ญี่ปุ่นในMC โค้งจนหลังจะหัก ที่นี่แทบจะโยนเบอเกอร์ใส่หน้า 5555 สนุกดีค่ะ

ราคา 59DKK =___= 300 บาทไทย ครั้งเดียวพอนะ

หลังจากสำรวจด้วยการเดิน ก็อยากจะลองใช้บัตรเมโทรของเค้าบ้าง555
เราเลือกไป Hillerød เพื่อจะไปปราสาท Frederiksborg Castle (อย่าให้ออกเสียง โดนล้อตลอด555)

จากบ้านเรานี่ต้องขึ้นรถเมลและ  ต่อรถไฟและก็ต่อรถเมล์ วิธีใช้บัตรที่นี่(ให้ค่ารถถูกลง)
พอขึ้นรถเมล์เราแตะ 1 ครั้ง พอถึงสถานีรถไฟเราไม่ต้องแตะตอนลง
แต่ไปแตะตอนขึ้นรถไฟอีกรอบ และก็แตะตอนขึ้นรถเมล์อีกรอบ จะแตะตอนลงเมื่อการเดินทางของเราถึงที่หมายแล้วค่ะ

เราก็เริ่มสตาร์ทจากป้ายรถเมล์หน้าบ้านเลยค่ะ เรานั่งสาย 3A ไปยังสถานี Nørdhavn st.

ภายในรถเมล์เล่น Wifi ได้ด้วยน้า ^^ ชอบจังเลย…(ขึ้นประตูแรกลงประตูกลางค่ะ)


ที่แตะสถานีรถไฟเค้าจะเป็นแบบนี้ รถไฟเข้าไม่มีที่กั้นอะไรเลย
แต่ถ้าจะลองขึ้นฟรีก็ระวังนายสถานีเดินขึ้นมาตรวจบัตรนะคะ (ปรับมหาศาลมากไม่อยากจะคิด) อย่าทำไรผิดกฎเค้าเลยค่ะ ดีที่สุด555

วิวจากสถานี Nørdhavn

จาก Nørdhavn นั่งรวดเดียวไปถึงHillerødได้เลยนะคะ โดยขึ้น platform A
ที่จะมุ่งหน้าไป Hillerød นั่นแหละค่ะ ใช้เวลาประมาณ 40 นาทีก็จะถึง

จากสถานี Hillerød ไป Frederiksborg Castle ก็ต้องมาขึ้นรถเมล์สาย 302
ซึ่งป้ายรถเมล์อยู่หน้าสถานีเลยค่ะ นั่งไปสัก 5-8 นาที(มันใกล้มาก)
ป้ายนี้จะมีคนลงเยอะๆ เป็นหัวมุม เห็นปราสาทเลยคะ (ของเราลงผิด เห็นชื่อป้ายมัน frederisk อ่า)

จากป้ายรถเมล์ก็เดินตามปราสาทไปเลยคะ

ทางเดินเข้าปราสาท
เมื่อเลยกำแพงเข้ามาแล้ว~
ตัวปราสาท(ทัวร์จีนอยู่ทุกที่ของมุมโลก5555)

ถ้าใครอยากจะแค่มาชมความสวยงามของปราสาท และ สวนที่อยู่ด้านหลังของปราสาท ไม่ต้องเสียค่าเข้านะคะ ฟรี~
แต่ถ้าใครอยากจะเข้าไปชมภายในปราสาท ให้ไปที่เค้าเตอร์ชั้น 1 ของปราสาท บัตรอยู่ที่ราคา 70 DKK (ราคาผู้ใหญ่)
ใครเป็นนักเรียน นักศึกษา โชว์บัตร ได้ลดเหลือ 60 DKK ค่ะ ใครเพิ่งจบแบบเราก็โชว์ได้นะค่ะ



ภายในของปราสาท~

ที่เราชอบที่สุดก็เป็นโบสถ์นี่ละคะ >___< สวยจังเลยยย
มีสัญลักษณ์ประเทศไทยด้วย

เราใช้เวลาในปราสาทประมาณ 2-3 ชั่วโมง เพราะปราสาทใหญ่และมีเรื่องราวเยอะมาก
(ประวัติศาสตร์ยุโรปสนุกสนานมากค่า) เค้าก็มีสู้รบกันกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างสวีเดน
เช่นเดียวกับไทยพม่าในสมัยก่อน ปราสาทจริงๆแล้วเคยถูกเผาโดยสวีเดน แล้วรัฐบาลก็มาบูรณะให้สวยเป็นที่ท่องเที่ยวดังตอนนี้

ออกจากปราสาทเราก็เดินไปสวนข้างหลังปราสาท จริงๆมาที่นี่พอเห็นรูปสวนนี่ละค่ะ 5555

ชอบค่ะ ไม่เคยมีฟีลแบบ เวสเทิร์น เวสเทิร์นขนาดนี้ (ไม่เคยมานี่น่า)

ขากลับไปสถานี Hillerød เราก็เลยลองเดินกลับ เพราะขามานั่งรถแล้วเหมือนแปปเดียว
เราตรงไปทางเดียวกับที่รถขับมา แต่เดินในฝั่งที่เป็นร้านขายของ(ถนนคู่ขนาน) เลาะริมอ่างเก็บน้ำของปราสาทค่ะ

เลยได้ Soft-ice มา 1 โคน ><

เดินประมาณ 20 นาทีก็ถึงสถานี Hillerød แล้วคะ Hillerød เป็นเมืองบนเนินเขาเล็กๆ น่ารัก ชอบจัง…
ใครมาเดนมาร์ก อย่าพลาดนะคะ แต่ค่ารถรวมๆวันนี้มันแพงจนอยากจะร้องไห้เลยค่ะ (พอเอาไปตีเป็นเงินไทยเกือบพันเลย)


แล้วก็ถึงเวลาไปสถานที่ top hit ในโคเปนเฮเก้นแล้ว สถานที่ top hit ที่ว่านี่ก็คือ…
Nyhavn ท่าเรือที่มีตึกสีๆของเดนมาร์ก Little mermaid ที่ใครๆบอกว่าพลาดไม่ได้เด็ดขาดถ้ามาถึงโคเปนเฮเก้น
แล้วรวมไปถึง Amalienborg ซึ่งสถานที่เหล่านี้อยู่ใกล้ Stroget ที่เราได้ไปมาแล้วนั่นเอง
เราสามารถเดินจากตรงนั้นได้เลยคะ แต่ถ้าใครไม่อยากเดินสามารถนั่งMetro มาลงสถานี Kongens Nytorv
ซึ่งโผล่ขึ้นมาจะเป็นทางเข้า stroget ซึ่งอยู่คนละฝั่งกับ Nerropot แต่เราจะเดินกันใกล้มากหากขึ้นจากสถานีนั้น
เดินไปตามป้ายที่บอกว่าไป Nyhavn จากนั้นเราก็จะเริ่มเห็นตึกสีๆ เหมือนในภาพที่ใช้โปรโมทการท่องเที่ยวของที่นี่แล้วคะ

จุดที่ใครๆก็มาถ่ายรูปกัน

วันนี้อากาศอยู่ที่ประมาณ 14 องศา ลมแรงมากค่ะในบริเวณนี้

ทางเดินริมท่าเรือที่มีตึกสีๆที่เป็นร้านอาหารอยู่ตลอดทาง
เดินไปตามทางเรื่อยๆเก็บบรรยากาศ หรือจะหาอะไรทานแถวนี้ก็ได้นะคะ
แต่ราคาก็สูงใช้ได้เลย เดินริมท่าเรือตึกสีๆมาเรื่อยๆ จะเจอทางแบบนี้

ให้เดินเลี้ยวซ้ายไปทางร้านอาหารไทยจะสามารถเดินไป Amalienborg และ little mermaid ได้
แต่อาจจะไกลนิดนึง เดินตรงไปเรื่อยๆอย่าเพิ่งท้อนะค่ะ จะมีป้ายบอกว่าเราใกล้จะถึงแล้ว
แต่สำหรับใครที่ขี้เกียจเดิน ใช้บริการเรือนำเที่ยวที่ Nyhavn ได้เลยค่ะ ให้นำแจ็คเก็ตมาด้วยนะค่ะ
ลมแรงมากกกก ราคาประมาณ 50 DKK  แต่ทริปนี้มาคนเดียวเดินดีกว่า เดินดูคนดีกว่าค่ะ

ก็จะเจอภาพแบบนี้ และมีทหารจริงๆเดินอยู่ด้วยนะค่ะ เพราะที่นี่ Queen Margaret II ยังทรงประทับอยู่
แต่ตอนที่เราไป Quenn Margaret II ทรงพระราชดำเนินไป Greenland อาณานิคมของเดนมาร์ก

ที่ Amalienborg จะมีรูปปั้นFrederick V เป็นจัตุรัสตรงไปจะเป็นโบสถ์ Frederick ส่วนฝั่งตรงข้ามจะเป็นริมทะเล
และถ้าเลี้ยงขวาก็จะเป็นทางเดินไปเพื่อไปชม Little mermaid ซึ่ง Little มากจริงๆค่ะ
เราก็เลือกเดินไปดูLittle mermaid ก่อนเลย เราเลือกเดินเลาะทางริมทะเล ลมแรงมาก หนาวมากๆค่ะ (หน้าร้อนบ้าไรว่ะ555)
ก็จะไปเจอรูปปั้นที่เป็นน้ำพุ พอเดินตรงไปเรื่อยๆ พยายามเลาะริมทะเลไว้นะค่ะ จะเจอฝูงชน(ชาวจีน555)
รุมถ่ายรูปแม่นางเงือกน้อยที่นั่งท้าลมอยู่ค่ะ จะบอกว่านางเงือกเล็กมากจริงๆค่ะ 5555 ตกใจเล็กน้อยตอนเจอของจริง เพราะญาติๆบอกไว้อยู่แล้ว

Federick V
Frederick church
Little mermaid

หลังจากนั้นเราก็เดินกลับไปที่ Stroget เพื่อนที่จะไป Christiansbrog ซึ่งอยู่ใกล้ๆ Nyhavn นั่นเองค่ะ
แต่ว่าหากเราอยู่ตรง สถานี Kongens Nytorv หันหลังให้ stroget ให้เดินไปทางขวาฝั่งตรงข้ามของ Nyhavn
พอเดินไปจะเจอสิ่งปลูกสร้างด้วยหินอ่อนใหญ่ ซึ่งจริงเราจะมองเห็นด้วยตาตั้งแต่อยู่ที่ Kongen Nytrov แล้วค่ะ พอเดินไปที่นั่นจะเจอรูปปั้นแบบนี้..

ที่นี่แหละค่ะ คือ Christiansbrog จะมีทางเข้าเล็กๆระหว่ารูปปั้น แต่ที่เราไปวันนี้เป็นเวลาบ่าย 3 กว่าแล้ว
แถมค่าบัตรเข้าก็ 100 DKK ดูเหมือนจะไม่คุ้มถ้าเราจะเดินในนี้แค่ 1 ชั่วโมง
เราเลยตัดใจและไป National museum หรือ National Museet ค่ะ ที่นี่ฟรี นะค่ะ
สำหรับคนชอบพิพิธภัณฑ์ ประวัติศาสตร์ยุโรป เราว่าคงจะมีความสุขมาก

ที่นี่มีทั้งหมด 3 ชั้นค่ะ แต่ละชั้นก็จะมีแบ่งไปตามแต่ละยุคต่าง ว่าเดนมาร์กมีลักษณะอย่างไร ในแต่ละยุคนั้น ตามรูปเหล่านี้ที่เก็บมาได้เลยค่ะ





บ้านขาย Marijuana ในสมัยก่อน
มีมาจากประเทศไทยด้วย 5555++ ตื่นเต้นมากคร่า
วิวจากพิพิธภัณฑ์

พอจบจากพิพิธภัณฑ์ เราก็สังเกตเห็นรัฐสภาเก่าที่สวยมากใกล้ๆกับพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ
จึงเดินแวะไปถ่ายรูปสักเล็กน้อยก่อนจะกลับบ้านค่ะ

สวยมากค่ะ >/////<
หนึ่งอาทิตย์ของเราก็หมดไปถึงเวลาเปลี่ยนบ้านไปที่อื่นแล้วค่ะ อาทิตย์นี้เราจะไปอยู่กับเพื่อนของพ่อแม่เราซึ่งอยู่นอกโคเปนเฮเก้น
ซึ่งคือเมือง Give เป็นเมืองที่ทำให้เรารู้ว่าคนเดนมาร์กทำไมถึงเป็นประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก เพราะสงบมากจริงๆ


เราเริ่มออกเดินทางออกจากบ้านญาติอีกคนที่อยู่ใน Glostrup ประมาณ 10 โมง
โดยเราต้องขับรถออกจาก Zealand ไป Funen และไปถึง Jutland ที่ตั้งของ Give
ซึ่งมีระยะทางห่างจาก Copenhagen ประมาณ 300 กิโลเมตร ช่วงนี้เป็น Summer Holiday
รถบนถนนขาออกเมืองจึงเยอะมาก และส่วนใหญ่ก็เป็นรถแคมป์ปิ้ง
ก่อนจะถึงFunen เราก็ต้องข้ามสะพานแรกกันก่อน เป็นสะพานที่ยาว 1.6 km.
และสูงมากหูอื้อเลยคร่า ชื่อสะพาน Storebealt Bridge ก่อนขึ้นสะพานจะต้องเสียค่าผ่านทางด้วยน้า
มีแค่ตรงนี้ที่ไม่ฟรี แต่express way ที่นี่ไม่เสียตังค์นะค่ะ ฟรี~

ภาพบรรยากาศบนสะพาน

พอมาถึง Funen เราจะผ่านบ้าน Hans Christian Andersen ผู้แต่งนิทานเรื่อง ลูกเป็ดขี้เหล่ แวะเที่ยวชมกันได้นะค่ะถ้ามีเวลา
แต่ของเราจะไปจุดแวะพักบน Funen เพราะหิวแล้ว~

ผู้ร่วมเดินทางตัวน้อยของเรา Bandi~

แล้วก็เริ่มออกเดินทางกันต่อ เราจะไปถึงJutland ได้ต้องข้ามสะพาน Lillebealt bridge ก่อน
สะพานนี้จะสั้นและเตี้ยกว่าสะพานที่แล้ว และขึ้นฟรีด้วยค่ะ

และเราก็มาถึง Jutland ประเทศเดนมาร์ก เกษตรกรรมยังถือว่าเป็นรายได้หลักของประเทศ
ฟาร์ม โรงงานฟาร์มเยอะไปหมดเลย คล้ายๆกับบ้านเรา แต่ได้ยินมาว่า
บ้านเรายังเป็นอุตสาหกรรมเกษตรที่ดูจะ ออแกนิคกว่าที่นี่สะอีก เพราะเค้าฉีดอะไรกันเยอะแยะมาก
แต่นมที่นี่อร่อยที่สุดในชีวิตที่เคยกินจริงๆนะ

ระหว่างทาง ขอถ่ายหน่อยน้าาาาา

แล้วเราก็มาถึงGive และบ้านพักหลักน้อยบนเนิน ของเพื่อนพ่อแม่เรา ^^
ที่นี่เป็นเมืองเล็ก สงบมาก มีซุปเปอร์มาเก็ต 3 ร้าน มีโบสถ์ 1 หลัง โรงแรม 1 ที่
เรามาถึงก็ได้รับการต้อนรับอย่างดีมาก ด้วยเมนูโปรดของพ่อเราที่ฝากให้ฝั่งนี้ทำให้กิน นั่นก็คือ Hamburg!!!


แล้วก็กินกับขนมปังสีน้ำตาล ชื่ออะไรไม่รู้ แต่อร่อยมาก น้ำตาไหล

ปิดท้ายด้วย Merang Cake อันนี้แบบว่า อร่อยโคตรๆ เรานี่กินหมดครึ่งนึงของก้อนนี้

หลังจากจบอาหารมื้อใหญ่ของเรา ผู้ใหญ่ทุกคนก็นั่งคุยเป็นภาษาแดนนิชขำกันเสียงดัง
เราก็ไม่ฟังไม่ออก แต่รู้ว่าทุกคนพูดถึง Viking ก่อนที่ป้าเราจะบอกว่า เดี๋ยวจะพาไปดูเรือ Viking น้าาา ตอนนี้~
ตอนนั้นเราจินตนาการเลยว่า เราจะได้เจอเรือลำใหญ่ๆมาก~ แบบที่เคยเห็นในหนัง
แล้วก็มาถึง Viking museum of Jelling เมืองที่ห่างจาก Give 10Km.
มาถึงก็จะมีพิพิธภัณฑ์บอกเล่าเรื่องเราของเทพและเรือไวกิ้งในอดีตมากๆ ก่อนจะจะมาเจอก้อนหินที่สลักเป็นภาษาโบราณแบบนี้

พอถัดจากก้อนหิน ก็จะเป็นที่โล่งมากๆ ที่มีเสาเรียง และมีหินอ่อนมาร์คเป็นลายบนพื้นขนาดกว้าง
และที่แห่งนี้ล่ะ คือที่ที่เรือไวกิ้งอยู่ แต่…เรือไปไหน??!!
เราวิ่งตามหาเรือแต่ก็ไม่เจอ เราได้แต่ถามป้า เรือไปไหน ไหนเรือ???
ซึ่งทุกคนเลยอธิบายว่า เป็นเรื่องที่ชาวบ้านในJelling สมัยโบราณเชื่อว่า
มีเรือไวกิ้งขนาดเท่าที่หินอ่อนมาร์คไว้บนพื้นปรากฎขึ้น และหายไปกับเทพไวกิ้ง [ผมนี่น้ำตาไหลเลย ตั้งใจจะมาดูเรือ]

เราคิดว่าBandi ก็งงเหมือนเรา

หลังจากที่เรางอแงจะดูเรือ ลุงเลยพาไปดูเรือไวกิ้งที่อยู่ใกล้ๆ แต่มันไม่ใช่เรือไวกิ้งของจริง55555

ระหว่างทางไปไวกิ้ง

ไวกิ้งปลอม +___+ ฮือออออ โดนหลอก
ระหว่างทางกลับเจอตัวแปลกๆ555

แล้วเราก็แยกย้ายกับลุงป้าซึ่งกลับโคเปนเฮเก้น ส่วนเราก็อยู่ที่Give ต่อ
และพรุ่งนี้ก็จะออกเดินทางไป Summer House ฟิ้วๆๆ ตื่นเต้นมาก จะได้ไปเล่นทะเลแล้ว~


วันนี้เราก็ออกเดินทางแต่เช้าไป Oddesund เมืองทางเหนือของเดนมาร์ก เพื่อที่จะไป Summer House หรือบ้านพักตากอากาศนั่นเอง ระหว่างทางก็ขอแวะเมือง Brande (ชื่อนี้ถ้าออกแบบเยอรมันจะกลายเป็นคนบ้านนอกสำหรับชาวโคเปนทันที555) ที่นี่ตอนนี้กำลังมีเทศกาลสตรีทอาร์ตอยู่ จะมีการเพ้นบนถนนและกำแพงเต็มไปหมด





ภาพต่างๆนั้นมาจากศิลปินหลายประเทศมาก และจะเวียนไปวาดหลายที่ๆทั่วโลก

หลังจากถ่ายรูปเสร็จแล้วก็เริ่มออกเดินทางกันต่อสักประมาณ 2ชั่วโมง
เราก็จะถึงสะพานข้าม Oddesund เพื่อที่จะไปบ้านพักตากอากาศที่อยู่ติดทะเล>||||<

ทางเข้าแบบเป็นป่าเลย
ถึงแล้วบ้านน้อยหลังเล็กในป่า
เดินไปหน่อยจะเจอทะเลแบบนี้
น้ำใส ไหลเย็น(เจี๊ยบ) เห็นมือเรา


ที่นี่เป็นหาดหิน ไม่ได้เป็นหาดทราย อากาศก็เย็นเกิน (ประมาณ 14องศา) ไม่สามารถลงไปเล่นได้เลยจริงๆค่ะ

หลังจากเดินสำรวจหาดที่อยู่ใกล้ๆบ้านเสร็จเรียบร้อย ก็เตรีนมตัวออกเดินทางไปดู North sea ที่ Agger
ในเขตของ Thy national park กันค่ะ ห่างออกไปสัก 60 Km
ระหว่างทางเพื่อนของพ่อแม่เราก็พาแวะโบสถ์ ซึ่งโบสถ์ที่อยู่นอกเมืองจะมีลักษณะคล้ายกัน แบบนี้

พอชมโบสถ์เสร็จแล้วก็เดินทางกันไปในตัว Agger กันค่ะ ลมแรงมากๆ หนาวสั่นเลย หน้าร้อนของฉันนน

อันนี้คือ North sea ค่ะ หรือก็คือ Atlantic ocean นั่นเอง

มองไปทางหมู่บ้าน ที่เห็นนี่คือบ้านพักตากอากาศทั้งนั้น

รูปปั้นเพื่อนเล่าเรื่องราวของชาวประมงที่ออกไปหาปลาในขณะที่มีพายุ แล้วครอบครัวยืนรออยู่ จนทำให้ต้องมีหอประภาคาร เพื่อส่งสัญญาณไปถึงชาวประมง

หลังจากนั้นก็ขับรถไปอีกทางเพื่อที่จะไปดูหอประภาคารในThy national park ค่ะ

ที่นี่นี่เอง

ขึ้นไปข้างบนจะเห็นวิวแบบนี้~หนาวสั่น~
ประเทศเดนมาร์ก เป็นประเทศที่ไม่มีภูเขาสูง ไม่มีป่ารกๆเหมือนบ้านเรา
จะเห็นในรูปว่าต้นไม้ดูโล่งเตียน มองไปเห็นNorth sea ได้ง่ายดายมาก

พอลงมาจากหอคอย ก็ออกมาทานอาหารว่างข้างล่างหอคอย เจอนกตัวน้อยมานั่งด้วยกันด้วย

หลังจากดื่มชา กับขนมเรียบร้อย ก็ออกเดินไปดูNorth sea เลียบชายหาด ออกตามหา amber และหินสวยงาม 5555

มีคนนั่งตกปลาอยู่ด้วย หนาวจะแข็งแล้ววว

หลังจากที่ภารกิจการหาAmber ไม่ประสบผลสำเร็จ
จึงยุติการหาแล้วกลับบ้านไปทานมื้อเย็น ซึ่งเป็นเมนูโปรดของพ่อเราที่เรารีเควสทางนี้เอง~~

Meat ball หรือ Frikedeller  อร่อยมาก ทุกครั้งที่กินอาหารที่นี่ ไม่อยากกลับบ้านเลย เพราะหากินที่ไทยไม่ได้เลยสักอย่าง รสชาติแบบนี้

พรุ่งนี้ก็ถึงเวลากลับ Give แล้ว เพราะเราจะไป the original Lego land in the world at Billund กัน
ที่สำคัญฟรีด้วย~


 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s